newsicon2avatar pink

WORLD4  Thailand

หมวดหมู่: บริษัทจดทะเบียน

TRIS7 16ทริสเรทติ้ง คงอันดับเครดิตองค์กร & หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 'บ.เอพี (ไทยแลนด์)' ที่ 'A-' แนวโน้ม 'Stable'

 

     ทริสเรทติ้ง คงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ 'A-'โดยอันดับเครดิตสะท้อนถึงสถานะทางการตลาดของบริษัทที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของรายได้และอัตรากำไรที่สม่ำเสมอ และยอดขายที่อยู่อาศัยที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) จำนวนมากซึ่งช่วยรองรับรายได้ในอนาคต ตลอดจนการมีสินค้าในสัดส่วนที่สมดุล

       อย่างไรก็ตาม จุดแข็งดังกล่าวถูกลดทอนบางส่วนจากภาระหนี้ของบริษัทที่อยู่ในระดับปานกลาง และความผันผวนและการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัย ตลอดจนผลกระทบจากเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเกณฑ์ใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และหนี้ภาคครัวเรือนในระดับสูงที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยในระยะ 2-3 ปีข้างหน้าด้วย

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต

สถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่ง

     ทริสเรทติ้ง คาดว่า บริษัทจะสามารถรักษาสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งเอาไว้ได้ในช่วง 5 ปีข้างหน้า บริษัทมีรายได้สูงสุดอยู่ใน 4 อันดับแรกของกลุ่มบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รายได้ของบริษัทเติบโตจาก 20,300 ล้านบาทในปี 2559 เพิ่มเป็น 27,700 ล้านบาทในปี 2561 อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานมีความสม่ำเสมออยู่ที่ประมาณ 14%-16% ขณะที่อัตราส่วนผลตอบแทนต่อเงินทุนถาวรของบริษัททรงตัวอยู่ที่ระดับ 10%-12%

       การเติบโตของรายได้หลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากโครงการบ้านจัดสรรถึง 35% อัตราส่วนกำไร (อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้) ของบริษัทเท่ากับ 13.8% ในปี 2561 ลดลงจากระดับ 15.5%-17.0% ในช่วงปี 2558-2560 อัตราส่วนนี้ลดลงเนื่องจากบริษัทเร่งขายคอนโดมิเนียมเพื่อระบายสินค้าคงค้างซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่าปกติ โดยอัตรากำไรขั้นต้นของคอนโดมิเนียมในปี 2561 อยู่ที่ 29% ลดลงจากระดับ 35%-37% ในช่วง 3 ปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ส่วนแบ่งกำไรจากกิจการร่วมค้าที่เพิ่มสูงขึ้นก็ช่วยให้อัตราส่วนผลตอบแทนต่อเงินทุนถาวรของบริษัทปรับเพิ่มขึ้นเป็น 11.2% ในปี 2561 จาก 10.5% ในปี 2560

       ทริสเรทติ้ง เห็นว่า บริษัทได้รับประโยชน์จากการประหยัดจากขนาด (Economy of Scale) จากการมีธุรกิจขนาดใหญ่ ตลอดจนการมีอำนาจต่อรองกับผู้รับเหมาก่อสร้างและผู้ค้าวัสดุก่อสร้าง การมีแบรนด์สินค้าที่เป็นที่รู้จักมากขึ้น รวมไปถึงความสามารถในการระดมเงินจากตลาดทุน

สัดส่วนสินค้าของบริษัทมีความสมดุล

      บริษัทมีสัดส่วนสินค้าที่มีความสมดุลอย่างดีระหว่างโครงการคอนโดมิเนียมและโครงการบ้านจัดสรร สินค้าของบริษัทมีความหลากหลายและตอบสนองผู้บริโภคได้เกือบทุกระดับราคา อย่างไรก็ตาม การกระจายตัวของโครงการในแง่ทำเลที่ตั้งยังค่อนข้างจำกัด ซึ่งโครงการของบริษัทมีทำเลที่ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นหลัก แบรนด์สินค้าของบริษัทเป็นที่ยอมรับของลูกค้าเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มลูกค้าในสินค้าทาวน์เฮ้าส์ระดับราคาปานกลางถึงสูงและสินค้าคอนโดมิเนียม อย่างไรก็ตาม บริษัทก็สามารถสร้างแบรนด์สินค้าได้ในตลาดสินค้าบ้านเดี่ยวด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ รายได้จากโครงการบ้านจัดสรรเติบโตเป็น 17,838 ล้านบาทในปี 2561 เพิ่มจาก 12,941 ล้านบาทในปี 2559 ซึ่งรายได้จากโครงการบ้านจัดสรรในปี 2561 มาจากสินค้าบ้านเดี่ยวถึง 52% และเพิ่มขึ้น 35% จากปี 2559

      บริษัทมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ณ เดือนมีนาคม 2562 ประกอบด้วยโครงการบ้านเดี่ยว 36 โครงการ ทาวน์เฮ้าส์ 46 โครงการ และคอนโดมิเนียม 22 โครงการ (รวม 10 โครงการภายใต้กิจการร่วมค้า) ซึ่งสินค้าเหลือขายทั้งหมดรวมมูลค่าโครงการภายใต้กิจการร่วมค้าคิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 54,000 ล้านบาท

มูลค่ายอดขายที่รอรับรู้รายได้จำนวนมาก

       ทริสเรทติ้ง มองว่ารายได้และกำไรของบริษัทจะเติบโตต่อเนื่องในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากยอดขายที่แข็งแกร่งและมูลค่ายอดขายรอรับรู้รายได้จำนวนมากของบริษัทในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ยอดขายของบริษัทเติบโตทั้งโครงการบ้านจัดสรรและโครงการคอนโดมิเนียม ซึ่งยอดขายโครงการคอนโดมิเนียม (รวมยอดขายจากโครงการภายใต้กิจการร่วมค้า) อยู่ที่ 28,156 ล้านบาทในปี 2560 และ 21,646 ล้านบาทในปี 2561 เพิ่มขึ้นจากระดับ 10,000-15,000 ล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2557-2559

     ขณะที่ยอดขายในโครงการบ้านจัดสรรก็เพิ่มขึ้นจากระดับ 12,000-13,000 ล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2557-2559 เป็น 14,822 ล้านบาทในปี 2560 และ 19,652 ล้านบาทในปี 2561 อีกทั้งยอดขายในไตรมาสแรกของปี 2562 เท่ากับ 12,585 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 26% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

       จากยอดขายจำนวนมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มูลค่ายอดขายที่รอรับรู้เป็นรายได้ของบริษัทอยู่ที่ 17,700 ล้านบาท ณ เดือนมีนาคม 2562 ซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ประมาณ 14,000 ล้านบาทในปี 2562 ประมาณ 2,500 ล้านบาทในปี 2563 และส่วนที่เหลือในปี 2564 นอกจากนี้ กิจการร่วมค้ายังมีมูลค่ายอดขายอีกจำนวน 41,300 ล้านบาทซึ่งจะทยอยส่งมอบให้ลูกค้าในปี 2562 เป็นต้นไป ดังนั้น บริษัทจะมีส่วนแบ่งกำไรจากกิจการร่วมค้าประมาณ 700-1,000 ล้านบาทต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้า ภายใต้สมมติฐานของทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้ของบริษัทจะอยู่ในช่วง 26,000-28,000 ล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2562-2564 อัตราส่วนกำไรของบริษัทคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 12%-15% ในขณะเดียวกันก็คาดว่าอัตราส่วนกำไรสุทธิจะสูงขึ้นในช่วง 3 ปีข้างหน้าจากการที่บริษัทจะรับรู้ส่วนแบ่งกำไรอย่างมีนัยสำคัญจากเงินลงทุนในกิจการร่วมค้า

ภาระหนี้อยู่ในระดับปานกลาง

       ทริสเรทติ้ง คาดว่าภาระหนี้ของบริษัทจะยังคงอยู่ในระดับปานกลางเช่นนี้ต่อไปในช่วง 3 ปีข้างหน้า โดย ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2561 อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทเท่ากับ 0.83 เท่า โดยเงื่อนไขทางการเงินของบริษัทกำหนดให้บริษัทจะต้องรักษาอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นให้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 2 เท่า ซึ่งบริษัทยังคงรักษาอัตราส่วนดังกล่าวให้สอดคล้องกับเงื่อนไขทางการเงินดังกล่าวอยู่ นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถรักษาอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุน (รวมเงินกู้จากกิจการร่วมค้าตามสัดส่วน 51%) ให้อยู่ที่ระดับ 50% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาได้

      โดยยอดเงินกู้รวมของบริษัท (รวมเงินกู้จากกิจการร่วมค้าตามสัดส่วน 51%) ในช่วง 2 ปีล่าสุดอยู่ที่ 23,000-24,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระดับ 16,000-17,000 ล้านบาทในช่วงปี 2556-2559 เนื่องจากบริษัทมีการเปิดโครงการคอนโดมิเนียมมูลค่าสูงหลายโครงการและซื้อที่ดินเพื่อเปิดโครงการใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น ภายใต้สมมติฐานของทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุน ของบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 50%-55% ในช่วง 3 ปีข้างหน้า หรืออัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นจะอยู่ที่ประมาณ 1.0-1.2 เท่า

เกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นมาตรการใหม่อาจทำให้ยอดขายชะลอตัว

       ทริสเรทติ้ง คาดว่า การนำเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นมาตรการใหม่ของ ธปท. นั้นจะส่งผลกระทบต่อยอดขายคอนโดมิเนียมในระยะสั้น โดยเกณฑ์ดังกล่าวเริ่มบังคับใช้ในเดือนเมษายน 2562 ภายใต้เกณฑ์ใหม่นี้ ผู้ซื้อบ้านสามารถกู้เงินได้ไม่เกิน 70%-80% ของมูลค่าหลักประกันสำหรับสัญญากู้ที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 และหลังถัด ๆ ไป ซึ่งลดลงจากเดิมที่สามารถกู้ได้ถึง 90%-100% ดังนั้น บริษัทอาจจะต้องยืดการผ่อนดาวน์ให้แก่ผู้ซื้อบ้านบางราย ทั้งนี้ ความล่าช้าในการส่งมอบจะกระทบต่อการรับรู้รายได้ของบริษัทในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 ด้วย

       อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้ง คาดว่า อัตราส่วนเงินกู้ต่อมูลค่าหลักประกันที่ลดลงสำหรับสัญญากู้ที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 และหลังถัด ๆ ไปนั้นจะเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการในระยะยาว โดยเกณฑ์ใหม่ที่นำมาใช้นี้จะช่วยลดการเก็งกำไรและเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตลาดอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงรอดูผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว โดยบริษัทอาจเลื่อนการเปิดโครงการใหม่ออกไปหากเกณฑ์ใหม่ดังกล่าวส่งผลให้ความต้องการที่อยู่อาศัยชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญและทำให้มีสินค้าคงเหลือสะสมเพิ่มสูงขึ้น

สภาพคล่องที่เพียงพอ

       บริษัทมีสภาพคล่องอยู่ในระดับที่เพียงพอ โดยแหล่งเงินทุนของบริษัทคือเงินสดจำนวน 951 ล้านบาทและมีวงเงินกู้ยืมเพื่อดำเนินโครงการที่ยังไม่ได้เบิกใช้อีกจำนวน 9,596 ล้านบาท ณ เดือนธันวาคม 2561 ทริสเรทติ้งคาดว่าเงินทุนจากการดำเนินงานของบริษัทในช่วง 12 เดือนข้างหน้าจะอยู่ที่ประมาณ 3,500 ล้านบาท ในขณะที่เงินทุนที่บริษัทจะต้องใช้ประกอบด้วยภาระหนี้จำนวน 7,195 ล้านบาทที่จะครบกำหนดชำระในช่วง 12 เดือนข้างหน้า (ตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญาใช้เงินระยะสั้นจำนวน 3,185 ล้านบาท และหุ้นกู้จำนวน 3,850 ล้านบาท) และเงินปันผลจ่ายอีกประมาณ 1,300 ล้านบาท โดยทั่วไปแล้วบริษัทจะวางแผนระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ระยะสั้นให้สอดคล้องกับกระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้รับจากการโอนโครงการคอนโดมิเนียม ในขณะที่หนี้หุ้นกู้ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนส่วนใหญ่นั้นบริษัทจะชำระคืนด้วยเงินสดจากการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ นอกจากนี้ บริษัทยังมีวงเงินที่ยังไม่ได้เบิกใช้จากสถาบันการเงินที่สามารถรองรับการไถ่ถอนหุ้นกู้ได้อีกเช่นกัน

        ในช่วง 3 ปีข้างหน้าทริสเรทติ้งคาดว่าเงินทุนจากการดำเนินงานของบริษัทน่าจะอยู่ที่ประมาณ 3,500-4,000 ล้านบาทต่อปี อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินคาดว่าจะอยู่ในระดับ 12%-15% ในขณะที่อัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่ายคาดว่าจะอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 6 เท่า

สมมติฐานกรณีพื้นฐาน

สมมติฐานกรณีพื้นฐานที่สำคัญ ๆ ของทริสเรทติ้งมีดังนี้

  • • บริษัทจะเปิดขายโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยในปี 2562 รวมมูลค่า 56,800 ล้านบาท ประกอบด้วยคอนโดมิเนียมที่พัฒนาโดยบริษัทเองมูลค่า 4,100 ล้านบาทและภายใต้โครงการร่วมทุนอีกจำนวน 18,300 ล้านบาท อีกทั้งเปิดขายโครงการบ้านจัดสรรมูลค่า 34,400 ล้านบาทอีกด้วย และในอนาคตบริษัทจะเปิดขายโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยใหม่มูลค่าประมาณ 40,000-50,000 ล้านบาทต่อปี
  • • รายได้ของบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 26,000-28,000 ล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2562-2564 ขณะที่คาดว่ากิจการร่วมค้าจะมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 6,000 ล้านบาทในปี 2562 10,000 ล้านบาทในปี 2563 และเพิ่มขึ้นเป็น 15,000 ล้านบาทในปี 2564 เนื่องจากมีมูลค่ายอดขายจำนวนมากที่รอส่งมอบให้กับลูกค้า
  • • งบประมาณในการซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการของบริษัทเองอยู่ที่ประมาณ 10,000 ล้านบาทต่อปีและอีกประมาณ 3,000-4,000 ล้านบาทต่อปีสำหรับโครงการภายใต้กิจการร่วมค้า

แนวโน้มอันดับเครดิต

       แนวโน้มอันดับเครดิต 'Stable' หรือ 'คงที่'สะท้อนถึงความคาดหวังว่าบริษัทจะยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันที่เข้มแข็งในกลุ่มสินค้าหลักและจะสามารถปรับปรุงสินค้าให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดและความต้องการของลูกค้าได้อย่างสมดุลด้วย นอกจากนี้ แนวโน้มอันดับเครดิตดังกล่าวยังสะท้อนถึงความคาดหวังว่าบริษัทจะยังคงดำรงนโยบายทางการเงินที่ระมัดระวังต่อไปและจะสามารถรักษาอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนให้อยู่ในระดับไม่เกิน 55% ในช่วง 3 ปีข้างหน้าเอาไว้ได้ อีกทั้งคาดว่าอัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินจะอยู่ที่ระดับ 12%-15% อีกด้วย

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

               อันดับเครดิตและ/หรือแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัทอาจมีการปรับลดลงหากสถานะทางการเงินของบริษัทอ่อนแอลงอย่างมาก หรืออัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนอยู่ในระดับที่สูงกว่า 55% เป็นเวลานาน ในทางตรงกันข้าม อันดับเครดิตอาจมีการปรับเพิ่มขึ้นหากบริษัทสามารถเพิ่มอัตราการทำกำไรได้โดยที่อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนลดลงอยู่ที่ระดับ 40%-45% ในระยะเวลาหนึ่ง

เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้อง

- อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญและการปรับปรุงตัวเลขทางการเงิน, 5 กันยายน 2561

- วิธีการจัดอันดับเครดิตธุรกิจทั่วไป,  31 ตุลาคม 2550

บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) (AP)

อันดับเครดิตองค์กร:             A-

อันดับเครดิตตราสารหนี้:

AP197A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2562 A-

AP197B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2562 A-

AP201A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2563      A-

AP207A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2563      A-

AP20DA: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2563      A-

AP217A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2564 A-

AP21DA: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2564      A-

AP221A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2565 A-

AP222A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2565 A-

AP228A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2565      A-

แนวโน้มอันดับเครดิต:           Stable

บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด/ www.trisrating.com

ติดต่อ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.  โทร. 0-2098-3000 อาคารสีลมคอมเพล็กซ์ ชั้น 24 191 ถ. สีลม กรุงเทพฯ 10500

   บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2562 ห้ามมิให้บุคคลใด ใช้ เปิดเผย ทำสำเนาเผยแพร่ แจกจ่าย หรือเก็บไว้เพื่อใช้ในภายหลังเพื่อประโยชน์ใดๆ ซึ่งรายงานหรือข้อมูลการจัดอันดับเครดิต ไม่ว่าทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน และไม่ว่าในรูปแบบ หรือลักษณะใดๆ หรือด้วยวิธีการใดๆ โดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ก่อน การจัดอันดับเครดิตนี้มิใช่คำแถลงข้อเท็จจริง หรือคำเสนอแนะให้ซื้อ ขาย หรือถือตราสารหนี้ใดๆ แต่เป็นเพียงความเห็นเกี่ยวกับความเสี่ยงหรือความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้นั้นๆ หรือของบริษัทนั้นๆ โดยเฉพาะ ความเห็นที่ระบุในการจัดอันดับเครดิตนี้มิได้เป็นคำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุน หรือคำแนะนำในลักษณะอื่นใด การจัดอันดับและข้อมูลที่ปรากฏในรายงานใดๆ ที่จัดทำ หรือพิมพ์เผยแพร่โดย บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้จัดทำขึ้นโดยมิได้คำนึงถึงความต้องการด้านการเงิน พฤติการณ์ ความรู้ และวัตถุประสงค์ของผู้รับข้อมูลรายใดรายหนึ่ง ดังนั้น ผู้รับข้อมูลควรประเมินความเหมาะสมของข้อมูลดังกล่าวก่อนตัดสินใจลงทุน บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้รับข้อมูลที่ใช้สำหรับการจัดอันดับเครดิตนี้จากบริษัทและแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่เชื่อว่าเชื่อถือได้

         ดังนั้น บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด จึงไม่รับประกันความถูกต้อง ความเพียงพอ หรือความครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูลใดๆ ดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสีย หรือความเสียหายใดๆ อันเกิดจากความไม่ถูกต้อง ความไม่เพียงพอ หรือความไม่ครบถ้วนสมบูรณ์นั้น และจะไม่รับผิดชอบต่อข้อผิดพลาด หรือการละเว้นผลที่ได้รับหรือการกระทำใดๆโดยอาศัยข้อมูลดังกล่าว ทั้งนี้ รายละเอียดของวิธีการจัดอันดับเครดิตของ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เผยแพร่อยู่บน Website: http://www.trisrating.com/th/rating-information-th2/rating-criteria.html