ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ เศรษฐกิจ การลงทุน หุ้น อสังหาริมทรัพย์ ไอที-เทคโนฯ รถยนต์ ท่องเที่ยว ต่างประเทศ รวดเร็วสดใหม่ทุกวัน

กกร.ชี้คอร์รัปชันวิกฤตชาติ เสียงประชาชน–ธุรกิจ เรียกร้องการเมืองโปร่งใส ร่วมเครือข่าย `เพื่อน ไม่ทน` ชี้คอร์รัปชันเป็นต้นทุนใหญ่สุดของประเทศ แนะรัฐบาลใหม่เร่งปราบโกง

หมวดหมู่: สภาอุตสาหกรรม
วันที่สร้าง วันพฤหัสบดี, 15 มกราคม 2569 15:56
ฮิต: 2578
กกร.ชี้คอร์รัปชันวิกฤตชาติ เสียงประชาชน–ธุรกิจ เรียกร้องการเมืองโปร่งใส ร่วมเครือข่าย `เพื่อน ไม่ทน` ชี้คอร์รัปชันเป็นต้นทุนใหญ่สุดของประเทศ แนะรัฐบาลใหม่เร่งปราบโกง
0 แชร์

คอร์รัปชันวิกฤตชาติกกร.ชี้คอร์รัปชันวิกฤตชาติ เสียงประชาชน–ธุรกิจ เรียกร้องการเมืองโปร่งใส ร่วมเครือข่าย `เพื่อน ไม่ทน` ชี้คอร์รัปชันเป็นต้นทุนใหญ่สุดของประเทศ แนะรัฐบาลใหม่เร่งปราบโกง
       กกร. ร่วมกับเครือข่าย`เพื่อน ไม่ทน` เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนและภาคธุรกิจ มองการคอร์รัปชัน เป็นต้นทุนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ พฤติกรรมนักการเมือง`รัฐมนตรีเทา-ดีแต่พูด-ผลประโยชน์ ทับซ้อน`เป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายมากที่สุด เรียกร้องรัฐบาลใหม่ เร่งผลักดันกฎหมายป้องกันการฟอกเงิน-ปราบโกงต้องทำได้จริง
       ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อนไม่ทน เปิดเผยว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับเครือข่าย `เพื่อนไม่ทน`เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองและนักการเมืองไทยในการเลือกตั้ง 2569 จากประชาชน 3,043 ตัวอย่าง และภาคธุรกิจ 1,771 ตัวอย่างทั่วประเทศ ภายใต้การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Zero Corruption
       ตามที่ ภาคเอกชนได้ตระหนักถึงปัญหาใหญ่ ที่ไม่เพียงบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แต่ยังทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยสูญเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและคู่ค้าต่างชาติ คือ `ปัญหาคอร์รัปชัน”นี่จึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง`คณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน` ขึ้นโดยตรง โดยมีหอการค้าไทยและ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เป็นแกนหลักทำหน้าที่รวบรวมข้อเสนอจากภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม เพื่อนำมาจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบ พร้อมเสนอให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติได้จริงในเชิงโครงสร้าง เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน และ สร้างระบบเศรษฐกิจ-การเมืองไทย ที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืนในระยะยาว
      ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่ต้องการเสถียรภาพและการเติบโตอย่างยั่งยืน`ปัญหาคอร์รัปชัน`ถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ คณะทำงานฯ จึงได้เร่งขับเคลื่อนกรอบการดำเนินงาน`6 ด้านต้านทุจริต`เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม โดยเริ่มต้นจากแนวทางที่ 1 คือ การปลูกฝังจิตสำนึก ภายใต้กรอบการดำเนินงาน ในระยะเร่งด่วน โดยรณรงค์ `ไม่เลือกคนโกง` สู่เป้าหมาย Zero Corruption ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญรณรงค์ `ไม่ทนคอร์รัปชัน`หรือ`ไม่มีนโยบาย ต้านโกง เราไม่เลือก`และคณะทำงานฯ โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของ พรรคการเมืองไทย ก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
       พร้อมกันนี้ ได้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนร่วมติดสติ๊กเกอร์ Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน ร่วมกับเครือข่ายต่างๆ เพื่อแสดงเจตนารมณ์ไม่ทนต่อการทุจริตทุกรูปแบบ พร้อมผนึกกำลังประชาชนร่วมลงคะแนนเสียงเลือกพรรคที่โปร่งใส
      นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัญหาคอร์รัปชันในวันนี้ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านคุณธรรมหรือภาพลักษณ์ของประเทศอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น`ต้นทุนเชิงโครงสร้าง`ที่กัดกร่อนความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างรุนแรง ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญการเติบโตต่ำ ปัญหาเชิงโครงสร้างสะสมมายาวนาน และแรงกดดันจากการแข่งขันในภูมิภาคที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
     หนึ่งในสัญญาณเตือนที่สำคัญ คือ ค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่าผิดไปจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอ โดยในช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 1 มกราคม 2569 ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่า 8% ขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามสามารถบริหารค่าเงินให้อ่อนค่าลงได้ราว 3% ส่งผลให้เกิดส่วนต่างด้านความสามารถในการแข่งขันสูงถึง 10–12% ซึ่งกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกและภาคการผลิต ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย
      สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากเงินนอกระบบและทุนสีเทาที่ไหลผ่านช่องโหว่ของระบบเศรษฐกิจและการเงิน ไม่ว่าจะเป็นตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลหรือการค้าทองคำ โดยพบว่าปริมาณการเทรดสกุลเงินดิจิทัลในประเทศไทยสูงถึงประมาณ 50% ของปริมาณการเทรดทั้งหมด ขณะที่ค่าเฉลี่ยของโลกอยู่เพียงราว 10% ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องปกติ แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่บิดเบือนกลไกตลาด และส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคของประเทศ
      สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เห็นว่าภาครัฐจำเป็นต้องมีมาตรการกำกับดูแลการค้าทองคำและสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างจริงจัง ไม่ปล่อยให้เกิด Free Flow โดยปราศจากการตรวจสอบที่เพียงพอ จนกลายเป็นช่องทางฟอกเงิน ซึ่งจะยิ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับอัตราการเติบโตต่ำที่สุดในรอบกว่า 30 ปี
      กกร. ประเมินว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2569 จะอยู่เพียง 1.6–2.0% และหากยังไม่มีการเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ไทยมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นประเทศที่เติบโตต่ำที่สุดในภูมิภาค และอาจถูกเวียดนามแซงหน้าในด้านขนาดเศรษฐกิจ โดยเวียดนามตั้งเป้าการเติบโตในระดับตัวเลขสองหลัก พร้อมเดินหน้าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเต็มรูปแบบ ในขณะที่ไทยยังพึ่งพาเครื่องยนต์เดิม คือ การผลิตแบบรับจ้าง (OEM) ที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ เผชิญปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ค่าแรงสูง และภาระหนี้ครัวเรือนรวมถึงหนี้นอกระบบที่เกินศักยภาพรายได้ ส่งผลให้กำลังซื้อและการลงทุนชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง
     ในบริบทเช่นนี้ คอร์รัปชันจึงเป็นต้นทุนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ทั้งในรูปของกฎระเบียบที่ล้าสมัยและซับซ้อน ซึ่งเปิดช่องให้เกิดการเรียกรับสินบน รวมถึงต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงถึง 15–16% ของ GDP ขณะที่ประเทศคู่แข่งสามารถลดลงมาอยู่ที่ระดับ 9–10% ได้ ความไม่โปร่งใสเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกลังเลต่อการลงทุนในประเทศไทย
      เศรษฐกิจไทยในวันนี้ จึงถูกเปรียบเสมือน`ครื่องจักรเก่าที่เต็มไปด้วยสนิมและการรั่วไหล`อให้เร่งเครื่องมากเพียงใด ก็ไม่อาจเดินหน้าได้ หากไม่เร่งซ่อมโครงสร้างและอุดรอยรั่วของคอร์รัปชัน
การขับเคลื่อนแคมเปญ `กกร. และเพื่อนไม่ทน – Zero Corruption`จึงเป็นการประกาศจุดยืนที่ชัดเจนของภาคเอกชนไทยว่า ไม่อาจยอมรับคอร์รัปชันในฐานะเรื่องปกติได้อีกต่อไป
       การจัดงานแถลงผลการสำรวจในวันนี้ มีเป้าหมายเพื่อสะท้อนเสียงของสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยผลการสำรวจครั้งนี้จะเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อทุกภาคส่วน ทั้งภาคนโยบาย ภาคการเมือง ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน ในการชี้ให้เห็นมุมมอง ความคาดหวัง และความห่วงใยของสังคมต่อการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การลงทุน และบรรยากาศทางธุรกิจของประเทศในระยะยาว
     ในโอกาสนี้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ขอยืนยันเจตนารมณ์ในการทำงานร่วมกับ กกร. ภาคีเครือข่าย และทุกภาคส่วน เพื่อสนับสนุนการยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความรับผิดชอบในทุกภาคส่วน โดยการต่อต้านคอร์รัปชันต้องไม่หยุดเพียงแค่การรณรงค์ แต่ต้องร่วมกันผลักดันให้เกิดการลงมือปฏิบัติและการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง
      นอกจากนี้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ขอเรียกร้องให้รัฐบาลทำงานแบบเชื่อมทุกจุดหรือ Connect the Dots เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปรับบทบาทจาก`ผู้ควบคุม` ไปสู่`ผู้เอื้ออำนวย` หรือ Facilitator ที่ลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น ลดต้นทุน และสนับสนุนการยกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรมไทยไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง นวัตกรรม และเทคโนโลยี เพื่อฟื้นฟูความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน
      นายกอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย ย้ำจุดยืนว่า ปัญหาคอร์รัปชันคือโจทย์เชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่น (Trust and Confidence) ในระบบเศรษฐกิจไทย และเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในเวทีโลก ภาคธุรกิจจึงต้องการ “สนามแข่งขันที่เท่าเทียม” ที่ปราศจากอิทธิพลจากธุรกิจสีเทา เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของชาติอย่างยั่งยืน
     ทั้งนี้ สมาคมฯ พร้อมขับเคลื่อนแนวคิด Reinvent Thailand โดยเปลี่ยนผลสำรวจความคิดเห็นในครั้งนี้ให้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง (High Impact) มุ่งเน้นความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และร่วมปลดล็อกห่วงโซ่คอร์รัปชันให้หมดไปจากระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างถาวรผ่านการทำงานเชิงรุกร่วมกับภาคีเครือข่าย
ในนามของสมาคมธนาคารไทย ขอยืนยันเจตนารมณ์ในการยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบในทุกภาคส่วน โดยจะไม่หยุดเพียงแค่การรณรงค์ แต่พร้อมสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและสร้างวัฒนธรรมการไม่ทนต่อการทุจริต เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจไทยที่เข้มแข็ง เป็นธรรม และได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนและสังคมอย่างแท้จริง
       รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ที่ปรึกษาประจำสภามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองและนักการเมืองไทยในการเลือกตั้ง 2569 ว่า ประชาชนและภาคธุรกิจเห็นตรงกัน คอร์รัปชันเป็นวิกฤตแห่งชาติ ผลสำรวจพบว่า 77% ของประชาชน และ 97% ของภาคธุรกิจมองว่าปัญหาคอร์รัปชันในไทยมีความรุนแรงมาก
      โดย 48% ของประชาชนและ 22% ของภาคธุรกิจระบุว่าการทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาสำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน รองจากปัญหาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบโดยตรง โดย 71% มองว่าคอร์รัปชันที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความมั่นคงของประเทศ และ 38% ระบุว่าทำให้การแข่งขันทางธุรกิจไม่เป็นธรรม
พฤติกรรมที่เบื่อหน่ายที่สุด`ดีแต่พูด` `รัฐมนตรีเทา`และ `ผลประโยชน์ทับซ้อน`ประชาชนและภาคธุรกิจเบื่อหน่ายพฤติกรรมของนักการเมือง 3 อันดับแรก ได้แก่`รัฐมนตรีเทา` คนมีมลทินยังได้เสวยอำนาจ (28%),`ดีแต่พูด`นโยบายต่อต้านโกงมีไว้แค่หาเสียง (20-22%) และ`ผลประโยชน์ทับซ้อน" ใช้อำนาจเอื้อธุรกิจพวกพ้อง (17%)
      `หัวหน้าพรรค`ต้องรับผิดชอบหลัก – ตัวแปรสำคัญที่ต้องคัดกรองเข้มข้นที่สุด 91% ของภาคธุรกิจและ 68% ของประชาชนเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าหัวหน้าพรรคต้องรับผิดชอบต่อการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันในพรรคมากที่สุด นอกจากนี้ 44% ของภาคธุรกิจและ 53% ของประชาชนระบุว่า`หัวหน้าพรรค` คือตัวแปรสำคัญที่พรรคต้องคัดกรองให้เข้มข้นที่สุด
      มาตรการที่เรียกร้อง เข้มงวด โปร่งใส มีส่วนร่วม มาตรการที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ ได้แก่ รับฟังเสียงประชาชนและสร้างการมีส่วนร่วม (30%), เปิดเผยข้อมูลสาธารณะให้เข้าถึงง่าย (29%) และมีการกำกับควบคุม ถอดถอน ลงโทษหากมีการทุจริต (15-28%) สำหรับมาตรการที่พรรคการเมืองควรมี อันดับต้นๆ คือ ไม่รับบุคคลที่มีประวัติคดีโกงเข้าพรรค, ห้ามแต่งตั้งรัฐมนตรีเทา และลาออกทั้งคณะหากหัวหน้าพรรคทุจริต
     ภาคเอกชนพร้อมเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง 66% ของภาคธุรกิจสนับสนุนอย่างเต็มที่ให้องค์กรภาคธุรกิจประกาศจุดยืนชัดเจนในการต่อต้านคอร์รัปชันและตัดความสัมพันธ์กับนักการเมืองที่ทุจริต โดย 42% มองว่า กกร. และองค์กรภาคเอกชนควรเป็นผู้นำในการผลักดันการปฏิรูปและทำลายวงจรคอร์รัปชัน
      เรียกร้องพันธสัญญาชัดเจน 88% ของภาคธุรกิจและ 70% ของประชาชนให้ความสำคัญกับนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันในการตัดสินใจเลือกตั้ง โดย 34% ของภาคธุรกิจและ 33% ของประชาชนระบุว่าเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจ
       ในนามคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเครือข่าย`เพื่อนไม่ทน`ขอเรียกร้องให้พรรคการเมืองทุกพรรคประกาศพันธสัญญาต่อต้านคอร์รัปชันอย่างชัดเจนและเข้มงวดก่อนการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อปฏิบัติจริงและสามารถติดตามผลได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้เป้าหมาย Zero Corruption เพื่อสร้างประเทศไทยที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน
      รศ.ดร. ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิบการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน กล่าวว่า ผลการสำรวจในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ทั้งภาคประชาชน และภาคธุรกิจให้ความสำคัญ กับ การแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันเป็นอย่างมาก โดยต้องการให้รัฐบาลและพรรคการเมืองต่างๆ แก้ไขปัญหานี้มากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ และมีความคาดหวังให้รัฐบาลและพรรคการเมืองต่าง ๆ ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยรัฐบาลต้องบริหารงานด้วยความโปร่งใสและให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล
      ทั้งนี้ ผลสำรวจชี้ว่าภาคประชาชนและภาคธุรกิจ แสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนว่าการมีนโยบายและประกาศนโยบายการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันที่ชัดเจน เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองนั้น เพราะภาคประชาชน และ ภาคธุรกิจเห็นว่า การรทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาที่รุนแรง และต้องการให้รัฐบาลใหม่เข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
      นายธิปไตร แสละวงศ์ นักวิจัยอาวุโส TDRI และคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน กล่าวว่า สถานการณ์คอร์รัปชันในปัจจุบันทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะการเรียกรับสินบนในโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่สูงถึงร้อยละ 20–30 ของมูลค่าโครงการ รวมถึงความเชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติและสแกมเมอร์ ซึ่งในปี 2568 สร้างความเสียหายต่อประชาชนกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท
     คณะทำงานฯ จึงเสนอวาระเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการภายใน 1 ปี ได้แก่ การผลักดันกฎหมายป้องกันการฟอกเงินและมาตรการตรวจสอบธุรกรรมคริปโตเคอร์เรนซี การสร้างความร่วมมือระดับสากลโดยเฉพาะกับ`คณะทำงานเฉพาะกิจต่อต้านสแกม (Scam Center Strike Force)` ของสหรัฐฯ เพื่อกำกับให้แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องติดตามและปิดกั้นบัญชีที่มีพฤติกรรมหลอกลวง รวมถึงเร่งบังคับใช้ พ.ร.บ. เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้ผู้ให้บริการร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหาย และกำหนดให้โครงการภาครัฐมูลค่าสูงต้องเข้าร่วม`ข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact)`เพื่อความโปร่งใสอย่างเป็นรูปธรรม
      สำหรับ เป้าหมายระยะยาวภายใน 4 ปี รัฐบาลควร ยกระดับดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชัน (CPI) และดัชนีหลักนิติธรรม (Rule of Law) ให้เทียบเท่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD ผ่านการปฏิรูปกระบวนการขออนุญาตประกอบธุรกิจเพื่อขจัดช่องทางการติดสินบน รวมถึงปฏิรูปโครงสร้างกระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจให้มีความโปร่งใสในการแต่งตั้งโยกย้าย พร้อมกันนี้ต้องเร่งปราบปรามอาชญากรรมองค์กร อาทิ ยาเสพติดและการค้ามนุษย์ เพื่อลดดัชนีอาชญากรรมองค์กรโลก (Global Organized Crime Index) ให้ต่ำลง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและฟื้นฟูเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
      ภาคเอกชนส่งสารถึงพรรคการเมือง การปราบโกงต้อง ทำได้จริง เห็นผลจริง กล้าลงโทษแม้เป็นคน ในพรรคปฏิรูปหน่วยงานที่คอร์รัปชันฝังรากลึก และไม่สนับสนุนผู้มีประวัติทุจริตในการเลือกตั้ง

หมายเหตุ : เครือข่าย Zero Corruption: กกร. และ`เพื่อนไม่ทน` ได้แก่ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) (ACT), แนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC) และ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ)
หน่วยงานวิชาการ: มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
หน่วยงานราชการ : สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)
เครือข่ายเอกชน : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฯ, สภาธุรกิจตลาดทุนไทย, สภาวิชาชีพบัญชีฯ, สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย, หอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย (JFCCT) รวมถึงสมาคมการค้าต่าง ๆ ทั้ง สมาคมตลาดสดไทย, สมาคมผู้ค้าปลีกไทย, สมาคมโรงแรมไทย, สมาคมภัตตาคารไทย, BTS, และ Central Retail

 

Click Donate Support Web 

SME720x100 2024EXIM One 720x90 C JPTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100

CKPower 720x100

QIC 720x100วิริยะ 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100MTI 720x100MTL 720x100ธกส 720x100ใจฟู720x100px